ประวัติของกางเกงใน (ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา)
ในสมัยโบราณ ภายใต้เสื้อคลุมตัวหลวมที่ชาวโรมันสวมใส่ ชุดชั้นในยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นอาภรณ์มาตรฐานอีกชิ้นหนึ่ง
ก่อนศตวรรษที่ 19 ชุดชั้นใน เป็นแบบที่เรียบง่ายมาก ประกอบด้วยเสื้อกับกางเกงในตัวหลวมยาวในบางกรณีชุดชั้นในได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ในโอกาสเฉพาะ เนื่องจากไม่ได้มีจุดประสงค์ให้ชุดชั้นในปรากฏแก่สายดาบุคคลอื่นใดนอกเหนือจากผู้สวมใส่ ดังนั้นชุดชั้นในที่กระชับ ดูดี จึงไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปให้ความสนใจเลย ยกเว้นแต่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นที่นิยมให้สตรีมีเอวคอดกิ่ว อกตั้ง เสื้อชั้นในแบบที่เรียกว่า เสื้อรัดลำตัวสตรี (corset) จึงถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว
นักประวัติศาสตร์แฟชั่นบันทึกไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชุดชั้นใน รวมถึงทัศนคติของผู้คนต่อชุดชั้นใน เกิดขึ้นในราวทศวรรษที่ 1830-1839 ชุดชั้นในเริ่มมีมากชิ้น ขึ้นยาวขึ้น และกลายเป็นอาภรณ์ที่ "ต้อง” สวมใส่เป็นประจำทั้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ถือว่า การไม่สวมชุดชั้นในแสดงถึงความสกปรก หยาบช้า ต่ำชั้น ละเลยมารยาทและศีลธรรมอันดีงาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เชื่อกันว่าเกิดจากปัจจัยร่วมสามประการ คือ หนึ่ง-ความเฟื่องฟูของลัทธิเจ้า-ระเบียบของสมัยวิกตอเรียน (ค.ศ. 1837-1901 ) และกฎเกณฑ์ในยุคนั้นที่กำหนดว่าการแต่งกายสุภาพต้องเป็นเช่นไร สอง-ความสำเร็จในการคิดประดิษฐ์ผ้าที่มีเนื้อละเอียดขึ้นเบาขึ้น สาม-การค้นพบทางการแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุของความเจ็บไข้ว่ามาจากเชื้อโรคเล็ก ๆ ในอากาศ ผนวกกับร่างกายที่หนาวเย็น
ปัจจัยประการสุดท้ายนี้สำคัญมาก เพราะบรรดาแพทย์ต่างแนะนำให้ผู้คนปกป้องร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ร่างกายหนาวสั่นสะท้านเป็นอันขาด ในเวลานั้นคำว่า “หนาวสะท้าน” ถูกเอ่ยถึงราวกับเป็นสิ่งที่มีตัวตนจับต้องได้คนทั่วไปเริ่มหวั่นเกรงที่จะเปิดเผยส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายยกเว้นใบหน้าให้สัมผัสกับอากาศ ซึ่งรายงานทางการแพทย์ยืนยันว่าเต็มไปด้วยเชื้อโรค ช่วงนั้นหลุยส์ ปาสเตอร์ (ค.ศ. 1822-1894) นักชีวเคมีชาวฝรั่งเศส เพิ่งพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่าเชื้อโรคเป็นสาเหตุของการเกิดโรค ส่วนลอร์ด โจเซฟ ลิสเตอร์ (ค.ศ. 1827-1912) ก็กำลังรณรงค์ส่งเสริมการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคในการผ่าตัด บรรยากาศดังที่กล่าวมานี้ล้วนสนับสนุนให้เกิดความต้องการชุดชั้นในอย่างกว้างขวาง
ในสมัยนั้นชุดชั้นในมีเพียงสีขาว มักลงแป้งจนแข็งระคายผิวและส่วนใหญ่ตัดเย็บจากผ้าลินิน ผ้าดิบ หรือผ้าสักหลาดอ่อนนับจากช่วงทศวรรษที่ 1861-1869 เป็นต้นมา ชุดชั้นในสตรีเริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สวยงาม และอีกสองทศวรรษถัดมา ผ้าไหมได้กลายเป็นผ้าที่นิยมใช้ทำชุดชั้นในมากที่สุด
“ขบวนการผ้าขนสัตว์” ซึ่งเป็นกลุ่มริเริ่มชักชวนให้ใส่ชุดชั้นในผ้าขนสัตว์ เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษภายใต้การนำของดอกเตอร์กุสตาฟ เยเกอร์ อดีตศาสตราจารย์ภาควิชาสรีรศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยสตุตการ์ต ดอกเตอร์เยเกอร์ได้โฆษณาชักชวนให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของการใช้ผ้าขนสัตว์ที่มีเนื้อกระด้างแนบติดกับผิวหนังโดยอธิบายว่า เนื่องจากผ้าขนสัตว์มีรูพรุน จึงเปิดโอกาสให้ร่างกายของคนเราได้ “หายใจ” ดังนั้นผู้สวมใส่ผ้าขนสัตว์เป็นประจำจึงมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงปรากฏว่าผู้เข้าร่วมขบวนวัฒนธรรมการสวมผ้าขนสัตว์เพื่อสุขภาพล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม เช่น ออสการ์ ไวลด์ และ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ เป็นต้น ผลจากความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เสื้อ กางเกงชั้นใน เสื้อรัดลำตัวสตรี และกระโปรงชั้นในซึ่งตัดเย็บจากผ้าขนสัตว์ ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา นับเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ (ค.ศ. 1890-1901) ที่ขบวนการผ้าขนสัตว์สร้างความอึดอัด ระคายตัว ให้แก่ผู้สวมใส่ทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก
ในปี ค.ศ. 1910 ผู้ชายชาวอเมริกันได้มีโอกาสชื่นชมนวัตกรรมย่อย ๆ ของกางเกงในชาย นั่นคือ กางเกงในแบบใหม่ที่มีช่องเจาะด้านหน้า ช่วยเพิ่มความสะดวกเวลาเข้าห้องน้ำ ต่อมาในปี ค.ศ. 1934 เกิดการปฏิวัติในรูปแบบของกางเกงในชายจากการเปิดตัวของ “Jockey” ในรูปโฉมใหม่ โดยเลียนแบบมาจากชุดอาบน้ำชายซึ่งได้รับความนิยมมากในปีก่อนหน้านั้น ณ ชายหาดริเวียราของฝรั่งเศส กางเกงใน Jockey รุ่น Classic หมายเลข 1007 (Classic Style #1007) แนบกระชับเข้ารูปพร้อมขอบเอวยางได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการชุดชั้นใน
ประวัติของกางเกงใน (ตั้งแต่สมัยอียิปต์เป็นต้นมา)
กางเกงในนั้นอยู่คู่กับมนุษยชาติมายาวนานแล้ว ย้อนไปถึงสมัยอิยิปต์โบราณ
1323 ปีก่อนคริสตกาล (1323 BCE) พระศพของคิง ทุต (King Tut หรือ Tutankhamen) กษัตริย์แห่งอียิปต์ถูกฝังพร้อมด้วยเพชรนิลจินดา เฟอร์นิเจอร์ ตะเกียง แจกัน และผ้าเตี่ยว (loincloth) จำนวน 145 ผืน นี่เป็นครั้งแรกที่กางเกงในถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นคนใช้จำนวนถึง 400 ตัว ฝังลงไปในหลุมพระศพด้วย คาดว่าคงจะฝังลงไปเพื่อให้ช่วยซักผ้าเตี่ยวให้นั่นเอง
ปี ค.ศ.100 (100 CE) ชาวโรมันทั้งหญิงและชายสวมผ้าเตี่ยวที่เรียกว่า Subligaculum
Subligaculum ผ้าเตี่ยวโรมัน
ปี ค.ศ.634 (634 CE) ในยุโรป ผ้าเตียว Subligaculum เริ่มล้าสมัย จึงถูกแทนที่ด้วย กางเกงชั้นในยาวประมาณเข่า (braies) ซึ่งกางเกงชั้นในแบบนี้เอื้อประโยชน์ต่อคุณผู้ชายเป็นอันมาก เพราะมีช่องเปิดตรงเป้าไว้ให้ปัสสาวะได้สะดวกนั่นเอง
ปี ค.ศ. 1390 กางเกงชั้นในเริ่มสั้นลง โดย Geoffrey Chaucer นักแต่งกลอนชื่อดังของอังกฤษในช่วงยุคกลาง บ่นเรื่องความยาวของกางเกงชั้นในที่สั้นลงถึงต้นขาว่ามันดูเปิดเผยเกินไป ในหนังสือ ชื่อ The Canterbury Tales
ปี ค.ศ. 1482 กษัตริย์เอ็ดวาร์ดที่ 4 ห้ามบุคคลที่มียศต่ำกว่า ลอร์ด ใส่เสื้อคลุมแบบสั้น ส่งผลให้หนุ่มอังกฤษผู้รักแฟชั่นทั้งหลายต่างบ่นกันเซ็งแซ่ พวกเขาเลยตอบโต้ด้วยการประดิษฐ์ ปลอกสวมสำหรับปิดบังอวัยวะเพศ (codpiece) ขึ้นมาแทน
ปี ค.ศ. 1525 กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ทรงดัดแปลง codpiece ให้มีลักษณะป่องขึ้นจากเดิม
ปี ค.ศ. 1793 เครื่องปั่นฝ้ายถูกประดิษฐ์ขึ้น ในขณะเดียวกันความต้องการชุดชั้นในผ้าฝ้ายก็เพิ่มขึ้น ชุดชั้นในแบบชุดยาวติดกันทั้งตัว (union suit) ก็กลายเป็นชุดชั้นในมาตรฐานในศตวรรษที่ 19
ศตวรรษที่ 19 ผู้หญิงยุควิคตอเรียนเริ่มใส่ชุดชั้นในแบบคอร์เซ็ต (corset) ที่รัดแนบกับลำตัวมากๆ นักวิชาการคาดว่า การที่ผู้หญิงในยุควิคตอเรียนมักเป็นลม เนื่องมาจากใช้ชุดชั้นในรัดแน่นจนเกินไป
ปี ค.ศ. 1909 ฮอเรส กรีลีย์ จอห์นสัน (Horace Greeley Johnson) ประดิษฐ์ชุดชั้นในที่เรียกว่า Kenosha Klosed-Krotch ซึ่งในปัจจุบันมันก็คือชุดลอง จอห์น (long johns) นั่นเอง จากผลงานการทุ่มทุนของเขา ฮอเรส เลยได้ฉายาว่า "เอดิสันแห่งชุดชั้นใน"
ปี ค.ศ. 1919 กางเกงชั้นในที่มีลักษณะคล้ายกางเกง เรียกว่า bloomers เป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ เนื่องจากพวกเธอเริ่มกระตือรือร้นในกิจกรรมโลดโผน เช่น การขี่จักรยาน และเล่นเทนนิส มากขึ้น
ปี ค.ศ. 1922 ถือได้ว่าเป็นปีสำคัญในประวัติศาสตร์ชุดชั้นในสตรีก็ว่าได้ เพราะพวกมันเริ่มประดับด้วยผ้าชีฟอง ซาติน และลูกไม้ ชุดชั้นในถูกเรียกด้วยศัพท์ใหม่เก๋ๆว่า ลองเจอเร (lingerie) ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ชุดชั้นใน
ปี ค.ศ. 1970 เป็นช่วงที่กางเกงชั้นในพัฒนาการมาถึงขีดสุด เริ่มมีคนใส่กางเกงชั้นในแบบ จี-สตริง (Thong) บนชายหาดในประเทศบราซิล จริงๆแล้วคำว่า thong เป็นภาษาโบราณ โดยมาจากคำว่า thwong ที่แปลว่า เส้นหนัง
การเลือกซื้อกางเกงใน
ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปการเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปการเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปการเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปการเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปการเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปการเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปการเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปการเลือกซื้อกางเกงใน ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
สีกางเกงในบอกนิสัย
เดี๋ยวนี้สาวๆ หนุ่มๆ คงไม่ได้ใส่ชุดชั้นในหรือกางเกงชั้นในสีขาวสีเดียวแล้วล่ะมั้ง ก็แต่ละแบรนด์ออกลวดลาย สีสันมาน่ารักๆทั้งนั้น อยากรู้มั้ยว่าสีของกางเกงใน หรือกางเกงในบอกนิสัยคุณได้ วันนี้ที่เราใส่อยู่มันแปลว่าเราเป็นคนยังไง
สีชมพู คุณเป็นคนที่นุ่มนวล แล้วก็หวานเหมือนน้ำตาล แต่ถ้าคุณเป็นสาวสีชมพูที่ชอบการแข่งขัน คุณก็เป็นคนที่แอบเซ็กซี่เล็กๆเหมือนกันนะ
สีขาว คุณเป็นคนที่ใส่ใจทุกๆรายละเอียดเลย แต่ถ้าอันเดอร์แวร์ของคุณมีสีแดงอยู่ด้วยล่ะก็ คุณเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง แล้วก็ชอบทำให้คนอื่นตื่นเต้นอยู่เสมอ
สีฟ้า คุณเป็นคนหัวโบราณนะเนี่ย แต่ว่าคุณจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แล้วก็น่าเชื่อถือที่สุดในโลก แต่จะว่าไปแล้วคุณก็เป็นคนที่ลึกลับ น่าค้นหาเหมือนกันนะ
สีดำ คุณเซ็กซี่แล้วก็ช่ำชองมากๆ เรื่องความมั่นใจในตัวเองเนี่ยไม่ต้องห่วงเลย สาวสีดำมั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว ถ้าคุณชอบผ้าที่เป็นซาติน คุณก็เป็นเจ้าตัวร้ายเหมือน

